ประเพณีสารทเดือนสิบ เป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งชาวภาคใต้สืบทอดกันมาแต่โบราณ บทความนี้จะพาไปรู้จักประวัติ ความเชื่อ และกิจกรรมสำคัญของงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของคนภาคใต้
ประเพณีสารทเดือนสิบ คืออะไร
สำหรับใครที่สงสัยว่า ประเพณีสารทเดือนสิบ คืออะไร คำตอบคือ เป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งถือเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของชาวภาคใต้ โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราช
ประเพณีนี้สะท้อนความกตัญญูกตเวทีของลูกหลานที่มีต่อผู้มีพระคุณ ผสมผสานกับวิถีชีวิตเกษตรกรรมและความเชื่อทางศาสนาอย่างเหนียวแน่น ก่อนจะไปรู้จักรายละเอียด ลองดูข้อมูลสำคัญของประเพณีนี้แบบสรุปกันก่อน
ข้อมูลสำคัญของประเพณีสารทเดือนสิบ
- ชื่อประเพณี: สารทเดือนสิบ หรืองานเดือนสิบ
- พื้นที่จัดงาน: ภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช
- ช่วงเวลา: วันแรม 1 ค่ำ ถึงแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ตามปฏิทินจันทร์คติ (ราวเดือนกันยายน)
- วันสำคัญ: วันรับเปรต (แรม 1 ค่ำ) และวันส่งเปรตหรือวันส่งตายาย (แรม 15 ค่ำ)
- วัตถุประสงค์: ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว
ที่มาของคำว่า “สารท”
คำว่า “สารท” มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี ซึ่งหมายถึง “ฤดู” โดยเฉพาะฤดูที่พืชพันธุ์ธัญญาหารเริ่มออกผลถึงกาลเก็บเกี่ยว คนสมัยโบราณจึงนำผลผลิตแรกไปถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพนับถือเพื่อความเป็นสิริมงคล
ต่อมาเมื่อรับความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธเข้ามา ประเพณีนี้จึงเปลี่ยนรูปแบบเป็นการทำบุญเพื่อบรรพบุรุษตามความเชื่อทางศาสนา และพัฒนาต่อไปตามคติความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น
ช่วงเวลาและวันสำคัญของประเพณี
ประเพณีสารทเดือนสิบจัดขึ้นในช่วงเดือนสิบตามปฏิทินจันทร์คติของภาคใต้ ซึ่งตรงกับราวเดือนกันยายนของทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ไปจนถึงวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 รวมเป็นเวลา 15 วัน
วันที่สำคัญที่สุดคือวันแรม 1 ค่ำ ที่เรียกว่า “วันรับเปรต” และวันแรม 15 ค่ำ ที่เรียกว่า “วันส่งเปรต” หรือ “วันส่งตายาย” ส่วนวันแรม 13 ค่ำ ชาวนครศรีธรรมราชเรียกว่า “วันจ่าย” ซึ่งเป็นวันที่พ่อค้าแม่ค้านำของสำหรับจัดหมรับมาขายกันอย่างคึกคัก
ประวัติและความเป็นมาของประเพณีสารทเดือนสิบ
ประวัติของประเพณีสารทเดือนสิบสันนิษฐานว่ารับมาจากอินเดีย เช่นเดียวกับประเพณีอื่น ๆ อีกหลายประเพณีของชาวนครศรีธรรมราช เพราะชาวเมืองนครฯ ติดต่อค้าขายกับชนชาติอินเดียมานานก่อนดินแดนส่วนอื่นของประเทศไทย วัฒนธรรมอินเดียจึงถ่ายทอดเข้ามาที่เมืองนี้เป็นแห่งแรก

อ้างอิง: travelpromotion
รากเหง้าจากประเพณีเปตพลีของอินเดีย
ชาวอินเดียมีประเพณี “เปตพลี” ซึ่งเป็นพิธีทำบุญอุทิศแก่ผู้ตาย คำว่า “เปต” มีรากศัพท์จากภาษาบาลี ตรงกับคำว่า “เปรต” ในภาษาสันสกฤต แปลว่า “ผู้ไปก่อน” อันหมายถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
พิธีนี้เรียกอีกชื่อว่า “พิธีศราทธ์” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต ตรงกับคำว่า “สารท” ในภาษาบาลี ลูกหลานเชื่อว่าการทำบุญทักษิณานุปทาน หรือการอุทิศส่วนกุศลไปให้ จะช่วยให้บรรพบุรุษพ้นจากความทุกข์ยากในภพหลังความตาย
ความเชื่อพื้นบ้านไทยและวิถีเกษตรกรรม
ในความเชื่อของชนชาติไทยเองก็มีการเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนหรือผีปู่ย่าตายายมาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งเป็นความเชื่อที่คล้ายคลึงกับของชาวอินเดีย ต่างกันตรงที่ชาวไทยเชื่อว่าผีบรรพบุรุษมักสิงสถิตอยู่ตามบ้านเรือนของลูกหลาน
นอกจากนี้ สังคมภาคใต้ในอดีตเป็นสังคมเกษตรกรรม ช่วงเดือนสิบเป็นช่วงที่ปักดำข้าวกล้าเสร็จแล้วแต่ยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจึงมีเวลาว่างทำบุญใหญ่ เพื่อเลี้ยงตอบแทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่พระโพสพ หรือผีไร่ผีนา ที่ช่วยให้ข้าวในนาเจริญงอกงาม
ความเชื่อเกี่ยวกับวันรับเปรตและวันส่งเปรต
ความเชื่อหลักของประเพณีสารทเดือนสิบคือ ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 พญายมจะปล่อยวิญญาณของบรรพบุรุษที่ตกนรกให้กลับมาเยี่ยมลูกหลานเป็นเวลา 15 วัน และต้องกลับสู่เมืองนรกก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10
ลูกหลานที่กตัญญูจึงนำอาหารและขนมไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศล ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำบุญที่แสดงถึงความกตัญญู โดยเชื่อกันว่าหากทำบุญในวันนี้ บรรพบุรุษจะได้รับส่วนบุญอย่างเต็มที่ มีโอกาสหมดหนี้กรรมและไปเกิดในภพภูมิที่ดี
ในทางกลับกัน หากลูกหลานไม่ทำบุญในวันส่งตายาย จะถูกชาวบ้านตำหนิว่าเป็นคนอกตัญญู ความเชื่อนี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประเพณีสารทเดือนสิบยังคงอยู่ในสังคมภาคใต้มาจนถึงปัจจุบัน
การจัดหมรับและขนมเดือนสิบ
หัวใจของการเตรียมงานสารทเดือนสิบคือการจัด “หมรับ” ซึ่งเป็นภาษาถิ่นใต้แปลว่า “สำรับ” หมายถึงการรวมอาหาร ขนม และเครื่องใช้ไว้ในภาชนะเดียวกัน เพื่อถวายพระสงฆ์และอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ
การจัดหมรับ
ภาชนะที่นิยมใช้จัดหมรับคือกระบุงหรือเข่งสานจากตอกไม้ไผ่ ส่วนปัจจุบันมีทั้งถาด กระเชอ และกะละมัง การจัดหมรับแบบดั้งเดิมจะบรรจุสิ่งของเป็นชั้น ๆ ได้แก่ อาหารแห้ง พืชผัก ของใช้ในชีวิตประจำวัน และขนมเดือนสิบซึ่งอยู่ชั้นบนสุด
นอกจากขนมเดือนสิบทั้งห้าอย่างแล้ว ขนมที่เกี่ยวข้องกับวันสารทยังมีกระยาสารทซึ่งเป็นขนมสำคัญในประเพณีสารทของไทยเช่นกัน
ขนมเดือนสิบ 5 อย่างและความหมาย
ขนมเดือนสิบ 5 อย่าง เป็นขนมสัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ในการทำบุญ เพราะเชื่อว่าบรรพบุรุษจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในนรกภูมิ โดยแต่ละชนิดมีความหมายดังตารางต่อไปนี้
ขนมเดือนสิบ 5 อย่าง
| ชื่อขนม | ความหมายเชิงสัญลักษณ์ |
|---|---|
| ขนมพอง | แทนเรือหรือแพสำหรับข้ามห้วงมหรรณพ เพราะมีลักษณะแผ่เสมือนแพที่ลอยน้ำได้ |
| ขนมลา | แทนแพรพรรณเครื่องนุ่งห่ม เพราะมีลักษณะเป็นเส้นใยเสมือนผ้าที่ถักทอ |
| ขนมบ้า | แทนลูกสะบ้าซึ่งเป็นของเล่นในการละเล่นพื้นบ้าน เพราะมีรูปทรงคล้ายลูกสะบ้า |
| ขนมดีซำ | แทนเงินเบี้ยสำหรับใช้สอย เพราะมีรูปทรงคล้ายเบี้ยหอย |
| ขนมกง (ขนมไข่ปลา) | แทนเครื่องประดับ เพราะมีทรงกลมคล้ายกำไลหรือแหวน |
ขนมทั้ง 5 อย่างนี้จึงไม่ใช่เพียงของหวานสำหรับถวายพระเท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อแห่งความห่วงใยที่ลูกหลานต้องการส่งต่อให้บรรพบุรุษได้มีเครื่องใช้สอยครบถ้วนในภพหลังความตาย
กิจกรรมสำคัญของคนภาคใต้ในประเพณีสารทเดือนสิบ
กิจกรรมสำคัญของคนภาคใต้ในช่วงสารทเดือนสิบมีทั้งพิธีกรรมทางศาสนาและงานรื่นเริงประจำปี ซึ่งแต่ละกิจกรรมล้วนสะท้อนความกตัญญูและความสามัคคีของผู้คนในชุมชน
ยกหมรับและแห่หมรับ
ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ครอบครัวและญาติพี่น้องจะร่วมกันยกหมรับไปที่วัดเพื่อถวายพระสงฆ์ โดยนิยมจัดเป็นขบวนแห่ที่มีดนตรีนำหน้าอย่างสนุกสนาน บางวัดยังมีการประกวดหมรับที่จัดสวยงามที่สุดอีกด้วย
ตั้งเปรตและชิงเปรต
“ตั้งเปรต” คือการนำอาหาร ขนม และเหรียญเงินไปวางตามบริเวณวัด เช่น ริมกำแพงหรือโคนต้นไม้ เพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับที่ไร้ญาติ ปัจจุบันนิยมสร้าง “หลาเปรต” ซึ่ง “หลา” เป็นภาษาปักษ์ใต้แปลว่าศาลา ไว้ในลานวัดเพื่อให้ประชาชนนำของมาวางได้สะดวก
เมื่อพระสงฆ์สวดบังสุกุลและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลเสร็จ ผู้คนทั้งผู้ใหญ่และเด็กจะเข้าไปแย่งขนมและอาหารที่ตั้งเปรตไว้ เรียกว่า “ชิงเปรต” เพราะเชื่อว่าการได้กินอาหารจากพิธีบุญจะเป็นการได้กุศลอย่างแรงและนำสิริมงคลมาสู่ครอบครัว
งานเทศกาลสารทเดือนสิบ จังหวัดนครศรีธรรมราช
จังหวัดนครศรีธรรมราชจัดงานเทศกาลเดือนสิบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2466 ที่สนามหน้าเมือง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาเงินสร้างสโมสรข้าราชการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้ย้ายมาจัดที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 (ทุ่งท่าลาด) ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง
ปัจจุบันงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องหลายวันหลายคืน ทั้งพิธียกหมรับ ตั้งเปรต ชิงเปรต การแสดงมหรสพ และการออกร้านจำหน่ายสินค้า ทำให้งานนี้กลายเป็นงานประจำปีที่คนทำงานต่างถิ่นเดินทางกลับมาพบปะญาติพี่น้องที่บ้านเกิด
คุณค่าของประเพณีสารทเดือนสิบ
นอกเหนือจากมิติทางความเชื่อแล้ว ประเพณีสารทเดือนสิบยังให้คุณค่าหลายด้านแก่สังคมภาคใต้ ซึ่งสรุปได้ดังนี้
- ปลูกฝังความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาและบรรพบุรุษ
- สร้างความสมัครสมานสามัคคีของผู้คนในครอบครัวและชุมชน
- เปิดโอกาสให้คนที่ทำงานต่างถิ่นได้กลับมาพบปะวงศาคณาญาติ
- อนุรักษ์และสืบสานประเพณีวัฒนธรรมของชาวปักษ์ใต้
คุณค่าเหล่านี้ทำให้การทำบุญสารทเดือนสิบเป็นมากกว่างานประเพณี หากแต่เป็นวิถีชีวิตที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ของคนภาคใต้มาหลายชั่วอายุคน ผู้ที่สนใจศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้สามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่องโนราชาตรี หรือละครชาตรีซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เติบโตเคียงคู่วิถีชีวิตชาวใต้เช่นเดียวกัน
สรุป
ประเพณีสารทเดือนสิบเป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษของชาวภาคใต้ ที่หยั่งรากจากประเพณีเปตพลีของอินเดีย ผสมผสานกับความเชื่อพื้นบ้านไทยและวิถีเกษตรกรรม จุดเด่นคือการจัดหมรับ ขนมเดือนสิบ 5 อย่าง พิธีตั้งเปรต ชิงเปรต และงานเทศกาลใหญ่ที่นครศรีธรรมราช ทั้งหมดสะท้อนความกตัญญู ความสามัคคี และจิตใจที่ผูกพันกับบรรพชน หากมีโอกาสควรไปสัมผัสบรรยากาศงานสักครั้ง เพื่อร่วมอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่านี้ให้คงอยู่สืบไป
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประเพณีสารทเดือนสิบ
สำหรับผู้ที่ต้องการคำตอบแบบรวดเร็ว เราได้รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประเพณีสารทเดือนสิบไว้ดังนี้
ประเพณีสารทเดือนสิบตรงกับเดือนไหน
ประเพณีสารทเดือนสิบตรงกับเดือนสิบตามปฏิทินจันทร์คติของภาคใต้ ซึ่งโดยทั่วไปตรงกับราวเดือนกันยายนของปฏิทินสุริยคติ โดยเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ ไปจนถึงวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10
วันส่งตายายคือวันอะไร
วันส่งตายายคือวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งเป็นวันที่ลูกหลานทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งบรรพบุรุษกลับสู่ภพหลังความตาย ถือเป็นวันที่สำคัญที่สุดของประเพณีและเป็นวันยกหมรับไปทำบุญที่วัด
ทำไมต้องมีขนมเดือนสิบ 5 อย่าง
เพราะขนมทั้ง 5 อย่างเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งของจำเป็น เช่น เรือ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ และเงินเบี้ย ที่ลูกหลานเชื่อว่าบรรพบุรุษจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในนรกภูมิ จึงถือเป็นขนมที่ขาดไม่ได้ในการจัดหมรับ


