โนราชาตรี หรือ ละครชาตรี คืออะไร? รูปแบบและประวัติความเป็นมา

โนราชาตรี หรือ ละครชาตรี คืออะไร? รูปแบบและประวัติความเป็นมา

เมื่อพูดถึงการแสดงพื้นบ้านของไทยที่มีทั้งการร้อง การรำ และการเล่นเป็นเรื่องราว หลายคนมักได้ยินชื่อ “โนรา” “ชาตรี” และ “ละครชาตรี” ปะปนกันจนสับสนว่าตกลงแล้วเป็นการแสดงชนิดเดียวกันหรือไม่

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความหมายของโนราชาตรีและละครชาตรี ตั้งแต่ที่มาของชื่อ ประวัติความเป็นมา ความสัมพันธ์ระหว่างโนราภาคใต้กับละครชาตรีภาคกลาง

ไปจนถึงรูปแบบและองค์ประกอบของการแสดง พร้อมตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโนรา ละครชาตรี และละครนอก เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

目次

โนราชาตรี หรือ ละครชาตรี คืออะไร?

โนราชาตรี หรือ ละครชาตรี คือละครรำที่เก่าแก่ที่สุดของไทย มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยผสมผสานการร่ายรำแบบ “โนรา” (มโนราห์) ของภาคใต้เข้ากับเนื้อเรื่องของ “ละครนอก” ปัจจุบันนิยมใช้แสดงแก้บนหรือในงานพิธีสำคัญ

อ้างอิง: ทรูปลูกปัญญา

ลักษณะเด่นของละครชาตรี

เรื่องที่นิยมแสดงมักเป็นนิทานชาดกและจักรๆ วงศ์ๆ เช่น เรื่อง พระสุธนมโนราห์ และ พระรถเสน

ตัวละครหลักในอดีตนิยมใช้ผู้ชายแสดงล้วน และมีตัวละครหลักเพียง 3 ตัว คือ นายโรง (พระเอก), นาง (นางเอก), และ ตัวตลก

การดำเนินเรื่องมีความรวดเร็ว กระชับ มีไหวพริบปฏิภาณในการโต้ตอบ และใช้คำร้องในการดำเนินเรื่อง

ส่วนวงดนตรีจะใช้ “ปี่พาทย์เครื่องห้า” ที่มีเอกลักษณ์คือใช้ ตะโพน เป็นเครื่องดนตรีคอยให้จังหวะทับกับฉิ่งและโทนชาตรี

ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของละครโนราชาตรี

ละครโนราชาตรี เป็นละครรำที่เก่าแก่ที่สุดของไทย มีต้นกำเนิดย้อนกลับไปได้ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นนาฏศิลป์พื้นบ้านที่ผสมผสานทางวัฒนธรรม และถือเป็นต้นเค้าและรากเหง้าของละครรำประเภทอื่น ๆ ทั้งหมดในประเทศไทย เช่น ละครนอก และละครใน

อ้างอิง: ศิลปวัฒนธรรม

รากเหง้าและข้อสันนิษฐานต้นกำเนิด (สมัยอยุธยาหรือเก่ากว่า)

  • อิทธิพลจากอินเดีย: นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า คำว่า “ชาตรี” อาจเพี้ยนมาจากคำว่า “ยาตรี” หรือ “ยาตรา” (Yatri) ในภาษาเบงคลีของอินเดีย ซึ่งหมายถึงละครเร่ของชาวบ้านที่เดินทางไปแสดงตามที่ต่างๆ
  • การเลียนเสียงสันสกฤต: อีกข้อสันนิษฐานระบุว่า มักนิยมแสดงเรื่องของกษัตริย์ จึงเรียกตามคำสันสกฤตว่า “ฉัตรี” แล้วเพี้ยนมาเป็น “ชาตรี”
  • จุดเริ่มต้นในไทย: เริ่มต้นจากการขับร้องและรำฟ้อนมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ก่อนจะพัฒนามาเป็นละครรำที่เล่นเป็นเรื่องราวในสมัยอยุธยาตอนต้น โดยนิยมเล่นในแถบหัวเมืองภาคใต้ และเนื่องจากนิยมเล่นเรื่อง พระสุธนมโนราห์ ชาวใต้จึงเรียกการแสดงนี้ว่า “โนรา” ส่วนภาคกลางเรียกว่า “ละครชาตรี”

การแพร่หลายสู่ภาคกลาง (สมัยกรุงธนบุรี – รัตนโกสินทร์ตอนต้น)

  • ครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2312): สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จยกทัพไปปราบเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช และได้นำคณะโนราชาตรีขึ้นมาแสดงที่กรุงธนบุรี
  • ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2323): ในงานฉลองพระแก้วมรกต มีการอัญเชิญคณะโนราจากภาคใต้ขึ้นมาแสดงร่วมสมโภชด้วย
  • ครั้งที่ 3 ยุคลงหลักปักฐาน (พ.ศ. 2375): ในสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ได้ยกทัพไปปราบเหตุการณ์ร้ายที่หัวเมืองภาคใต้ ขากลับได้มีชาวใต้รวมถึงศิลปินโนราชาตรีอพยพติดตามกองทัพเข้ามาเป็นจำนวนมาก และได้ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณถนนหลานหลวง (สะพานขาว) ในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน

การผสมผสานและพัฒนาสู่ละครแก้บน

เมื่อคณะโนราชาตรีเข้ามาตั้งหลักแหล่งในกรุงเทพฯ ศิลปินได้ปรับปรุงการแสดงให้เข้ากับรสนิยมของชาวภาคกลาง

  • ผสมผสานละครนอก: นำบทละคร ดนตรี ท่ารำ และการแต่งกายของละครนอกเข้ามาผสม เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่และบันเทิงยิ่งขึ้น
  • สู่ความเชื่อเรื่องการแก้บน: เนื่องจากชาวบ้านมองว่าการแสดงนี้ดูขลังและมีการใช้คาถาอาคมในพิธีบูชาครู (รำซัดชาตรี) จึงนิยมจ้างไปแสดงเพื่อแก้บนถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัดและเทวสถานสำคัญ เช่น ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร และ ศาลท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ

ยุคปรับปรุงสู่โรงละครใหญ่ (สมัยรัชกาลที่ 6 ถึงปัจจุบัน)

ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการพัฒนาการแสดงขึ้นอีกขั้น เรียกว่า “ละครชาตรีเข้าเครื่อง” หรือ “ละครชาตรีเครื่องใหญ่” โดยนำละครชาตรีมาแสดงบนเวทีที่มีฉากสวยงามแบบละครนอก

มีการแต่งกายที่วิจิตรบรรจงขึ้น และเปลี่ยนให้ผู้หญิงมารับบทเป็นตัวเอกแทนผู้ชายล้วนในอดีต เพื่อใช้จัดแสดงเป็นมหรสพความบันเทิงในโรงละครขนาดใหญ่จนถึงปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ระหว่างโนราและละครชาตรี

ไม่ว่าฝ่ายใดจะเกิดก่อน กลไกที่นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันคือ ละครชาตรีในภาคกลางเกิดจากการผสมผสานระหว่าง โนราของภาคใต้ กับ ละครนอกของภาคกลาง

เมื่อผู้แสดงโนราชายจากภาคใต้เข้ามาตั้งคณะในกรุงเทพฯ พวกเขายังคงรักษาเอกลักษณ์ของโนราไว้ เช่น การสวมเทริด (เครื่องประดับศีรษะทรงสูง) การสวมกำไลจำนวนมาก และการสวมเล็บยาว

แต่ในขณะเดียวกันก็รับเอาการแต่งกายแบบนุ่งผ้าและวิธีการขับร้องของละครนอกเข้ามาผสม

วิวัฒนาการในแต่ละยุคสมัย

เมื่อชาตรีมาผสานกับละครนอก ก็รับเอาแบบแผนของเพลงร้องอย่างอัตราสองชั้นและชั้นเดียวเข้ามา รวมทั้งเพิ่มเครื่องดนตรีบางชนิดเพื่อขยายวงจากเดิมที่มีเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น

นอกจากนี้ในด้านผู้แสดง เดิมทีละครชาตรีและละครนอกเป็นการแสดงของผู้ชายล้วน โดยห้ามผู้หญิงร่วมแสดง จนกระทั่งข้อห้ามนี้ถูกยกเลิกในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ปัจจุบันผู้แสดงหญิงจึงมีบทบาทเด่นขึ้นมาก

การอนุรักษ์และการยกย่องในระดับสากล

ในเวลาต่อมา กรมศิลปากรได้นำละครชาตรีเรื่องมโนห์รามาจัดแสดงและปรับปรุงเค้าโครงเรื่องขึ้นใหม่ เพื่อการอนุรักษ์และเผยแพร่ ทั้งนี้โนรายังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติเมื่อ พ.ศ. 2552

และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดยยูเนสโกในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

อ้างอิง: จตุพร ภักดี

ลักษณะการแสดงละครชาตรี

ลักษณะการแสดงละครชาตรีมีเอกลักษณ์ตรงที่เป็นละครเร่ คณะเล็ก ใช้ผู้แสดงและเครื่องดนตรีไม่มาก จึงเคลื่อนย้ายไปแสดงตามที่ต่าง ๆ ได้สะดวก เหมาะกับการแสดงในงานบนบานหรืองานแก้บนตามศาลหลักเมืองและวัดวาอาราม

อ้างอิง: ผู้จัดการออนไลน์

ผู้แสดงและตัวละครสำคัญ

ละครชาตรีแบบดั้งเดิมมักใช้ตัวละครหลักเพียง 3 ตัว ได้แก่ ตัวนายโรงหรือตัวพระ (ตัวเอกฝ่ายชาย) ตัวนาง (ตัวเอกฝ่ายหญิง) และ ตัวตลก ที่ช่วยสร้างสีสันความสนุกสนาน ส่วนในฝ่ายโนรามีตัวละครเด่นอย่างนางมโนราห์และตัวพรานที่มาจากเรื่องพระสุธน–มโนราห์

การแต่งกาย

เครื่องแต่งกายของโนราเน้นความวิจิตร เช่น การสวมเทริด การประดับด้วยลูกปัดโนราที่ร้อยเป็นลวดลาย การสวมกำไลที่ข้อมือ และการสวมเล็บยาว โดยเลียนแบบเครื่องทรงของกษัตริย์

ส่วนละครชาตรีในภาคกลางยังคงเอกลักษณ์บางอย่างของโนราไว้ แต่ผสมกับการนุ่งผ้าตามแบบละครนอก

ดนตรีและเครื่องดนตรีประกอบ

วงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงชาตรีแบบเก่ามีขนาดเล็ก เรียกว่าวงปี่พาทย์ชาตรี ประกอบด้วยเครื่องดนตรีหลัก เช่น ปี่ โทน กลองชาตรี ฆ้องคู่ กรับ และฉิ่ง

ต่อมาเมื่อผสมกับละครนอกจึงมีการเพิ่มเครื่องดนตรีอย่างระนาดเข้ามา ส่วนวงดนตรีของโนราทางภาคใต้ประกอบด้วย ปี่ กลอง ทับ (โทน) โหม่ง ฉิ่ง และแตระ (กรับ)

การร้อง การรำ และบทไหว้ครู

การแสดงในตระกูลนี้เป็นการร้องประกอบการร่ายรำ โนรามีชุดท่ารำครูที่เป็นแบบแผน ซึ่งมักกล่าวถึงกันว่ามีราว 12 ท่า เช่น ท่าแม่ลาย ท่าเขาควาย และท่าแมงมุมชักใย แม้จำนวนและรายละเอียดของท่าจะแตกต่างกันไปตามสายครูแต่ละสำนัก

นอกจากนี้ก่อนเริ่มการแสดงจะมีการ ไหว้ครูหรือเบิกโรง เพื่อแสดงความเคารพต่อครูบาอาจารย์ ซึ่งสะท้อนบทบาทเชิงพิธีกรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดง

ส่วนเรื่องที่นิยมนำมาแสดงนอกจากพระสุธน–มโนราห์แล้ว ยังมีเรื่องในกลุ่มละครนอก เช่น สังข์ทอง ไกรทอง มณีพิชัย และรถเสน

ความแตกต่างระหว่างโนรา ละครชาตรี และละครนอก

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างของทั้งสามรูปแบบในประเด็นสำคัญ ทั้งถิ่นกำเนิด ผู้แสดง ดนตรี การแต่งกาย เรื่องที่แสดง และลักษณะเด่น

หัวข้อโนราละครชาตรีละครนอก
แหล่งกำเนิดภาคใต้ของไทย เป็นศิลปะพื้นบ้านดั้งเดิมพัฒนาจาก “โนรา” ผสม “ละครนอก”พัฒนาจากละครพื้นบ้าน/ละครชาตรีในสมัยอยุธยา
ความเป็นมาพิธีกรรมและการแสดงพื้นเมือง ใช้แก้บนเกิดจากการผสมผสานโนราภาคใต้กับละครนอกภาคกลางละครพื้นเมืองภายนอกวัง ปรับจากโนรา-ชาตรี
สถานที่แสดงงานพิธี วัด งานแก้บนทั้งพิธีแก้บนและพัฒนาเป็นการแสดงบนเวทีแสดง “นอกวัง” หรือในชุมชนทั่วไป
ผู้แสดงเดิมชายล้วน มีครูโนราเดิมชาย ต่อมาผสมหญิงและพัฒนาเป็นคณะเดิมชายล้วน ต่อมามีหญิงร่วมแสดง
ลักษณะการแสดงรำเป็นหลัก มีท่ารำเฉพาะตัวและมี “ขับกลอน”รำ + ร้อง + บทพูด ผสมรูปแบบใหม่ดำเนินเรื่องเร็ว มีบทพูดมาก ตลกขบขัน
การดำเนินเรื่องไม่เน้นเรื่องราวต่อเนื่องมาก เน้นพิธีกรรมเริ่มมีเรื่องราวชัดขึ้น เช่น มโนราห์เน้นเรื่องชัดเจน ดำเนินเร็ว เข้าใจง่าย
บทพูด/การร้องขับกลอนโนรา ใช้ภาษาถิ่นมีทั้งร้องและเจรจาแบบผสมเจรจามาก ใช้ภาษาชาวบ้าน เข้าใจง่าย
ดนตรีกลอง ปี่ ทับ โหม่ง (พื้นบ้านใต้)ผสมเครื่องดนตรีโนราและปี่พาทย์ใช้ปี่พาทย์เครื่องห้า/เครื่องคู่
เครื่องแต่งกายเครื่องโนรา สีสันจัด ลวดลายเฉพาะดัดแปลงให้คล้ายละครเวทีมากขึ้นแต่ง “ยืนเครื่อง” สวยงามแบบละครรำหลวง
จุดเด่นความขลัง พิธีกรรม และท่ารำเฉพาะเป็น “สะพาน” ระหว่างโนราและละครไทยสนุก เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้ชมทั่วไป

บทสรุป

โนราชาตรีและละครชาตรีคือมรดกการแสดงที่สะท้อนความผูกพันทางวัฒนธรรมระหว่างภาคใต้และภาคกลางของไทย โดยมีเรื่องพระสุธน–มโนราห์เป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมเอกลักษณ์ของการแสดงตระกูลนี้

แม้ประเด็นเรื่องต้นกำเนิดจะยังเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักวิชาการ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือประวัติละครชาตรีและคุณค่าทางศิลปะที่สืบทอดมายาวนาน จนได้รับการยกย่องทั้งในระดับชาติและระดับโลก

การทำความเข้าใจลักษณะการแสดงละครชาตรีและความแตกต่างจากละครนอก จึงช่วยให้เราเห็นคุณค่าและร่วมกันสืบสานศิลปะการแสดงพื้นบ้านนี้ให้คงอยู่ต่อไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โนราชาตรีกับละครชาตรีต่างกันอย่างไร

ทั้งสองเป็นการแสดงในตระกูลเดียวกัน โดย “โนรา” เป็นชื่อที่ใช้เรียกทางภาคใต้ ส่วน “ละครชาตรี” เป็นชื่อที่ใช้เรียกในภาคกลาง ซึ่งพัฒนามาจากการผสมผสานโนรากับละครนอก

ละครชาตรีมีต้นกำเนิดจากที่ใด

ทิศทางต้นกำเนิดยังเป็นข้อถกเถียง บ้างว่าเริ่มในภาคกลางสมัยอยุธยาแล้วแพร่ลงใต้ บ้างว่าโนราภาคใต้เป็นรากเดิม แต่หลักฐานชัดเจนที่สุดคือการที่คณะแสดงจากภาคใต้ขึ้นมาตั้งคณะในกรุงเทพฯ ราวปี พ.ศ. 2375 สมัยรัชกาลที่ 3

เรื่องที่นิยมแสดงในละครชาตรีคือเรื่องอะไร

เรื่องเอกลักษณ์คือพระสุธน–นางมโนราห์ ซึ่งมาจากสุธนชาดกในปัญญาสชาดก นอกจากนี้ยังมีเรื่องในกลุ่มละครนอก เช่น สังข์ทอง ไกรทอง และมณีพิชัย

เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบละครชาตรีมีอะไรบ้าง

วงปี่พาทย์ชาตรีแบบเก่าประกอบด้วยเครื่องดนตรีหลัก เช่น ปี่ โทน กลองชาตรี ฆ้องคู่ กรับ และฉิ่ง ต่อมาเมื่อผสมกับละครนอกจึงมีการเพิ่มเครื่องดนตรีอย่างระนาดเข้ามา

ทำไมโนราจึงมีความสำคัญในระดับสากล

เพราะโนราได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดยยูเนสโกในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งสะท้อนคุณค่าและการยอมรับในระดับนานาชาติ

ผู้เขียนบทความ

นักเขียนที่หลงใหลเรื่องราวของวัฒนธรรมไทย เธอชอบหยิบเรื่องเล่าท้องถิ่น ประเพณี และวิถีชีวิตมาเล่าใหม่ให้อ่านง่ายและร่วมสมัย งานเขียนของเธอมักให้ความรู้สึกอบอุ่นและเชื่อมโยงกับรากเหง้าความเป็นไทยได้อย่างเป็นธรรมชาติ

目次