โขนเกิดขึ้นสมัยไหน? รู้จักโขนฉากและฉากโขนพระราชทาน

โขนเกิดขึ้นสมัยไหน? รู้จักโขนฉากและฉากโขนพระราชทาน

โขนได้รับการขึ้นทะเบียนโดย UNESCO ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติในปี 2561 และมีการแสดงหลากหลายรูปแบบตั้งแต่โขนกลางแปลงแบบพื้นบ้าน ไปจนถึงโขนหลวงและโขนพระราชทานที่ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนัก

บทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจว่า โขนคืออะไร มีประวัติความเป็นมาอย่างไร พัฒนาการของโขนผ่านยุคสมัยต่าง ๆ รวมถึงทำความรู้จักโขนทั้ง 5 ประเภท

ตั้งแต่โขนกลางแปลงที่เล่นกลางแจ้งแบบชาวบ้าน ไปจนถึงโขนพระราชทานและโขนหลวงที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตลอดจนคุณค่าที่ทำให้โขนยังคงได้รับการสืบสานมาจนถึงทุกวันนี้

目次

ประวัติและความเป็นมาของโขน

โขนเป็นการแสดงที่มีรากเหง้ายาวนานกว่า 400 ปี ปรากฏหลักฐานชัดเจนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้รับการยอมรับให้เป็น “นาฏกรรมหลวง” หรือการแสดงประจำราชสำนักที่สงวนไว้สำหรับพระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง

อ้างอิง: BBC

ต้นกำเนิดในสมัยกรุงศรีอยุธยา

นักวิชาการเชื่อว่าโขนถือกำเนิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราวพุทธศตวรรษที่ 22 (ประมาณ ค.ศ. 1657 – 1688) โดยมีหลักฐานปรากฏในจดหมายเหตุลาลูแบร์ ราชทูตชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา

ลาลูแบร์บันทึกการแสดงของชาวสยามไว้สามประเภท คือ “โขน” “ละคร” และ “ระบำ” โดยอธิบายว่าโขนเป็นการเต้นรำผสมการต่อสู้ ผู้แสดงสวมหน้ากากและถืออาวุธ มีดนตรีบรรเลงประกอบและมีผู้พากย์เจรจาให้

หลักฐานนี้ตอกย้ำว่า โขนเป็นการแสดงที่พัฒนาเต็มรูปแบบมาตั้งแต่อยุธยาตอนปลาย และน่าจะมีรากเหง้าก่อนหน้านั้นไม่น้อยกว่าหนึ่งศตวรรษ ก่อนที่จะตกทอดมาสู่กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตามลำดับ

รากเหง้าจากการละเล่นโบราณ 3 ชนิด

นักวิชาการด้านนาฏศิลป์เห็นพ้องกันว่า โขนพัฒนาขึ้นมาจากการประสมประสานของศิลปะการแสดงและการละเล่นโบราณ 3 ชนิด ได้แก่

  • ชักนาคดึกดำบรรพ์ — พิธีหลวงโบราณที่จำลองเรื่องการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤต ใช้ผู้คนจำนวนมากเข้าร่วม จึงเป็นต้นแบบของการจัดกระบวนทัพและการจัดเรียงตัวละครจำนวนมากในโขน
  • กระบี่กระบอง — ศิลปะการต่อสู้แบบโบราณของไทย เป็นที่มาของกระบวนท่ารบและการใช้อาวุธในโขน
  • หนังใหญ่ — มหรสพที่ใช้ตัวหนังฉลุจากหนังวัวเชิดประกอบดนตรีและคำพากย์ ส่งอิทธิพลต่อท่าทางการเต้น การพากย์เจรจา และแนวเรื่องที่นำมาแสดง

การหลอมรวมศิลปะทั้งสามแขนงนี้เข้าด้วยกัน บวกกับการประดิษฐ์ “หัวโขน” ขึ้นเป็นเอกลักษณ์ ทำให้โขนมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างแท้จริง

วิวัฒนาการของโขนผ่านยุคสมัย

โขนผ่านการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบเรื่อยมาในแต่ละยุค ทั้งในแง่ของผู้แสดง สถานที่ ฉาก เครื่องแต่งกาย และวิธีการนำเสนอ เพื่อให้สอดรับกับบริบทสังคมและรสนิยมของผู้ชมในแต่ละสมัย

โขนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูศิลปะการแสดงทุกแขนงที่สูญหายไปคราวเสียกรุงศรีอยุธยา

รวมทั้งโปรดให้ชำระและประพันธ์ “บทละครเรื่องรามเกียรติ์” ขึ้นใหม่ฉบับสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นบทมาตรฐานสำหรับการแสดงโขนสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ในรัชกาลที่ 2 โขนได้รับการพัฒนาให้มีรายละเอียดงดงามยิ่งขึ้น ทั้งการประพันธ์บท การออกแบบท่ารำ และการประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย พระองค์ทรงเป็นกวีและทรงเป็นผู้นำในการแต่งบทละครหลายเรื่อง ทำให้ยุคนี้ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของนาฏศิลป์ไทย

โขนฉากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในรัชกาลที่ 5 โขนได้รับการพัฒนาในเชิงโครงสร้างองค์กร พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ศิลปินบางส่วนเข้ารับราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง สังกัดกระทรวงวัง

การมีหน่วยงานหลวงดูแลโดยตรงทำให้โขนได้รับการอนุรักษ์ในรูปแบบดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด รวมถึงเกิดการประดิษฐ์ “โขนฉาก” ขึ้นในยุคนี้ เพื่อเพิ่มความสมจริงและความสะดวกในการชมโขนในโรงปิด

โขนในยุคปัจจุบัน

ในยุคปัจจุบัน โขนได้รับการอนุรักษ์โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และสถาบันการศึกษาด้านนาฏศิลป์ทั่วประเทศ มีการจัดแสดงเป็นประจำที่โรงละครแห่งชาติและศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

รวมถึง การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หรือที่ประชาชนเรียกขานสั้น ๆ ว่า “โขนพระราชทาน” ซึ่งจัดแสดงต่อสาธารณชนทุกปี โดยเลือกแสดงตอนสำคัญจากเรื่องรามเกียรติ์เวียนเปลี่ยนกันไป

นอกจากนี้ ยังมีการนำโขนไปแสดงในเทศกาลวัฒนธรรมระดับนานาชาติ การจัดเวิร์กชอปให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ตลอดจนการบรรจุโขนไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสและสืบทอดศิลปะนี้ต่อไป

รู้จัก 5 ประเภทของการแสดงโขน

กรมศิลปากรได้ศึกษาและจำแนกการแสดงโขนตามรูปแบบและสถานที่แสดงออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ ซึ่งแต่ละประเภทมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันชัดเจน

1. โขนกลางแปลง — โขนของชาวบ้านที่เล่นกลางแจ้ง

โขนกลางแปลงเป็นโขนชนิดที่เก่าแก่ที่สุดและเรียบง่ายที่สุด เล่นกันกลางแจ้ง ไม่มีการสร้างโรง ใช้ภูมิประเทศและธรรมชาติ เช่น ลานกว้าง ทุ่งหญ้า หรือสนามวัด เป็นเวทีและฉากโดยปริยาย ผู้แสดงทุกตัวรวมทั้งตัวพระต้องสวม “หัวโขน” ปิดหน้าทั้งหมด ไม่มีบทร้อง มีแต่บทพากย์และเจรจา

นิยมแสดงตอนยกทัพรบหรือฉากการต่อสู้ขนาดใหญ่ระหว่างฝ่ายพระรามและฝ่ายทศกัณฐ์ เพราะใช้พื้นที่กว้างขวาง สามารถจัดกระบวนทัพช้าง ม้า รถ และพลเดินเท้าได้สมจริง โขนกลางแปลงในอดีตจัดขึ้นในงานบุญใหญ่หรืองานสมโภชสำคัญของท้องถิ่น และเป็นรูปแบบที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด

อ้างอิง: โขน-รามเกียรติ์

2. โขนโรงนอก หรือ โขนนั่งราว

โขนโรงนอก หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “โขนนั่งราว” เป็นการแสดงโขนในโรงที่ปลูกขึ้นชั่วคราว มีลักษณะเป็นโรงโถง 4 เสา ไม่มีฝา หลังคามุงด้วยจาก ตรงกลางโรงปักราวไม้ไผ่ยาวพาดตามขวางทั้งสองด้าน เพื่อให้ผู้แสดงนั่งแทนเก้าอี้ จึงเป็นที่มาของชื่อ “โขนนั่งราว”

โขนชนิดนี้ไม่มีการร้อง มีแต่การพากย์และเจรจา ใช้ปี่พาทย์บรรเลงประกอบ 2 วง คือวงหัวและวงท้าย เพื่อให้สามารถบรรเลงต่อเนื่องโดยไม่ขาดจังหวะ เนื่องจากเรื่องราวที่แสดงมักยาวและกินเวลาตลอดทั้งคืน

3. โขนหน้าจอ — โขนที่ผสานกับหนังใหญ่

โขนหน้าจอเป็นการแสดงโขนหน้าจอหนังใหญ่ โดยจะมีจอผ้าสีขาวขึงไว้เป็นฉากหลัง สำหรับเชิดตัวหนังใหญ่ที่ฉลุจากหนังวัวเป็นรูปตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์

ระหว่างการแสดง คนเชิดหนังจะออกมาเชิดตัวหนังสลับกับผู้แสดงโขนที่ออกมาแสดงสด ทำให้เกิดมิติของการเล่าเรื่องที่ผสมผสานระหว่างการเชิดและการแสดงจริง

โขนหน้าจอจึงถือเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างมหรสพ “หนังใหญ่” ในอดีต กับการแสดงโขนเต็มรูปแบบในยุคต่อมา และยังเป็นหลักฐานชี้ให้เห็นว่าโขนได้รับอิทธิพลด้านท่าทางและการเล่าเรื่องมาจากหนังใหญ่อย่างชัดเจน

4. โขนโรงใน — เริ่มมีการขับร้องประกอบ

โขนโรงในเป็นการแสดงโขนที่จัดในโรงสำหรับการแสดงโดยเฉพาะ เป็นโรงที่มีฝาผนัง มีหลังคาคลุมมิดชิด คล้ายกับโรงละครในปัจจุบัน

เอกลักษณ์ที่สำคัญของโขนโรงในคือ การนำเอาศิลปะการแสดงละครในของหลวงเข้ามาผสม โดยเพิ่ม “การขับร้อง” เข้ามาในการแสดง นอกเหนือจากการพากย์และเจรจา ทำให้รสของการแสดงนุ่มนวลและไพเราะมากยิ่งขึ้น

ผู้แสดงตัวพระและตัวนางในโขนโรงในจะไม่สวมหัวโขน แต่จะแต่งหน้าและสวมเครื่องประดับศีรษะ (มงกุฎหรือชฎา) เพื่อให้สามารถแสดงสีหน้าและอารมณ์ได้ชัดเจนขึ้น ส่วนตัวยักษ์ ตัวลิง และตัวเทวดาบางตน ยังคงสวมหัวโขนตามเดิม

5. โขนฉาก — เพิ่มฉากสมจริงตามแบบสากล

โขนฉากเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อพระองค์ได้รับอิทธิพลจากการแสดงละครแบบตะวันตก โปรดเกล้าฯ ให้พัฒนาโขนให้มีการสร้างฉากสมจริงประกอบการแสดง เช่น ฉากป่า ฉากเมือง ฉากท้องทะเล ฉากปราสาทราชวัง โดยมีการเปลี่ยนฉากตามท้องเรื่อง

โขนฉากจึงเป็นโขนรูปแบบที่ใกล้เคียงกับโขนสมัยใหม่ที่จัดแสดงในโรงละครแห่งชาติและการแสดง “โขนพระราชทาน” ในปัจจุบันมากที่สุด เพราะเน้นการสร้างประสบการณ์ทางสายตาที่ตระการตา ทั้งฉาก แสง สี และเทคนิคพิเศษต่าง ๆ

อ้างอิง: Thaiwave.club

ฉากโขนพระราชทาน

ลักษณะเด่นของการแสดงโขนพระราชทาน ได้แก่

  • เครื่องแต่งกายและหัวโขน: รื้อฟื้นตามแบบโบราณราชประเพณี มีความประณีตและทรงคุณค่าทางหัตถศิลป์
  • ฉากและเทคนิค: ออกแบบฉากอลังการและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพิ่มความสมจริง
  • การดำเนินเรื่อง: ยึดเนื้อหาจากรามเกียรติ์ โดยเรียบเรียงบทให้กระชับ สนุกสนาน และเข้าใจง่าย เหมาะสมกับผู้ชมในยุคปัจจุบัน

โขนหลวงและโขนพระราชทาน — มรดกที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์

นอกจาก 5 ประเภทตามรูปแบบการจัดแสดงข้างต้นแล้ว ยังมีการแบ่งโขนตาม “สถานะของผู้สนับสนุน” ออกเป็น “โขนหลวง” และ “โขนพระราชทาน” ซึ่งทั้งสองล้วนสะท้อนความผูกพันลึกซึ้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยกับศิลปะการแสดงนี้

โขนหลวง — โขนแห่งราชสำนักโบราณ

โขนหลวง คือ โขนที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์มาแต่โบราณ ผู้แสดงเป็นข้าราชการในสังกัด “กรมโขนหลวง” หรือ “กรมปี่พาทย์และโขนหลวง” ของกระทรวงวัง รับเงินเดือนหลวง ฝึกซ้อมและจัดแสดงในวังหลวงเป็นหลัก โดยมุ่งรักษาแบบแผนการแสดงตามจารีตอย่างเคร่งครัด

ในยุคจารีต การได้เข้าชมโขนหลวงถือเป็นเกียรติยศ เพราะการแสดงสงวนไว้สำหรับงานพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีโสกันต์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ หรือการเสด็จเลียบพระนคร เป็นต้น ประชาชนทั่วไปแทบจะไม่มีโอกาสได้เข้าชมโขนหลวงเลย จนกระทั่งกาลเวลาเปลี่ยนแปลง โขนหลวงจึงค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านมาอยู่ภายใต้กรมศิลปากรในปัจจุบัน

โขนพระราชทาน — การฟื้นฟูโดยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ช่วงทศวรรษ 2530 โขนเริ่มเสื่อมความนิยม คนดูลดลง นักแสดงและครูโขนลดจำนวนลง ทำให้ศิลปะนี้เสี่ยงสูญหาย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงเห็นความสำคัญและมีพระราชดำริฟื้นฟูโขน โดยเริ่มจัดแสดง “โขนพระราชทาน” ตั้งแต่ปี 2550 ผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นำตอนสำคัญจากรามเกียรติ์มาจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง

การแสดงมีความประณีตทั้งฉาก ดนตรี เครื่องแต่งกาย และนักแสดงจำนวนมาก ช่วยให้โขนกลับมาได้รับความนิยม และสืบสานเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยจนถึงปัจจุบัน

เรื่องราวรามเกียรติ์ที่นำมาแสดงในโขน

โขนเกือบทั้งหมดเล่นเรื่อง “รามเกียรติ์” ซึ่งเป็นวรรณคดีไทยที่ดัดแปลงมาจากมหากาพย์รามายณะของอินเดีย เนื้อหากล่าวถึงการทำสงครามระหว่างพระรามผู้ทรงธรรม (อวตารปางที่ 7 ของพระวิษณุ) กับทศกัณฐ์ พญายักษ์แห่งกรุงลงกาผู้ลักพานางสีดา พระมเหสีของพระราม

ตัวละครหลักในโขน

  • พระราม — ตัวเอกฝ่ายธรรมะ มีลักษณะเป็นกษัตริย์หนุ่มผิวสีนวล ไม่สวมหัวโขนในโขนโรงในและโขนฉาก
  • นางสีดา — พระมเหสีของพระราม สัญลักษณ์ของหญิงไทยผู้งดงามและซื่อสัตย์
  • พระลักษมณ์ — พระอนุชาของพระราม ผู้ติดตามและคุ้มครองพระรามตลอดเส้นทาง
  • หนุมาน — พญาวานรเผือกผู้มีฤทธิ์ ผู้ช่วยคนสำคัญของพระราม สวมหัวโขนวานรขาว
  • ทศกัณฐ์ — ราชายักษ์ 10 พักตร์ 20 กร แห่งกรุงลงกา ฝ่ายอธรรมและเป็นคู่ปรปักษ์ของพระราม
  • พิเภก — น้องชายของทศกัณฐ์ผู้ทรงธรรม ช่วยฝ่ายพระรามเพราะเห็นในความถูกต้อง

ตอนยอดนิยมที่แสดงบ่อย

ตอนที่นิยมนำมาแสดงในโขนพระราชทานและโขนตามโรงละครต่าง ๆ ได้แก่ ตอนนางลอย ตอนหนุมานชาญสมร ตอนศึกอินทรชิต ตอนศึกมัยราพณ์ ตอนพรหมาศ ตอนยกรบ ตอนสืบมรรคา และตอนพระรามครองเมือง แต่ละตอนล้วนเป็นที่จดจำในเรื่องความสง่างามของท่ารำ ความตื่นเต้นของฉากต่อสู้ และคติธรรมที่แฝงในเนื้อเรื่อง

องค์ประกอบสำคัญของการแสดงโขน

โขนเป็นศิลปะหลายแขนงที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ในการแสดงครั้งหนึ่งต้องอาศัยศิลปินและช่างฝีมือหลายสาขามาทำงานร่วมกัน

หัวโขน — เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุด

หัวโขนเป็นเครื่องสวมศีรษะที่ทำจากกระดาษหลายชั้นปิดทับด้วยรัก ลงรักปิดทอง ประดับกระจกและพลอย ใช้แทนใบหน้าของตัวละคร โดยเฉพาะตัวยักษ์ ตัวลิง ตัวเทวดา และตัวพิเศษอื่น ๆ

การประดิษฐ์หัวโขนแต่ละหัวต้องใช้ช่างฝีมือชั้นสูงและกินเวลานานนับเดือน เพราะรายละเอียดสีหน้า เขี้ยว เขา และเครื่องประดับ ต้องตรงตามคติตำราโดยเคร่งครัด

หัวโขนยังถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ก่อนนำมาใช้ต้องทำพิธี “เบิกเนตร” และมีพิธี “ไหว้ครู” ทุกปี เพื่อบูชาครูบาอาจารย์และเทพแห่งศิลปะ

เครื่องแต่งกายอันวิจิตร

เครื่องแต่งกายโขนเรียกว่า “เครื่องยืน” หรือ “เครื่องทรง” มีลักษณะวิจิตรอลังการคล้ายเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์โบราณ ปักด้วยดิ้นเงินดิ้นทอง ประดับกระจก องค์ประกอบหลักประกอบด้วย เสื้อ สนับเพลา ผ้านุ่ง รัดสะเอว ทับทรวง สังวาล กรองคอ และเครื่องประดับศีรษะ

เครื่องแต่งกายของตัวละครแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันชัดเจน ทั้งสี ลาย และทรง เพื่อบ่งบอกถึงสถานะและบุคลิกของตัวละครนั้น ๆ เช่น ตัวพระแต่งกายสีอ่อนสง่างาม ตัวยักษ์แต่งกายสีเข้มเข้ม ตัวลิงแต่งกายที่ดูคล่องตัวและสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก

ดนตรี การพากย์ และการขับร้อง

วงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงโขนคือ “วงปี่พาทย์” ประกอบด้วยเครื่องดนตรีหลัก เช่น ปี่ใน ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก กลองทัด ตะโพน และฉิ่ง การบรรเลงต้องสอดคล้องกับท่ารำ บทพากย์ และอารมณ์ของตัวละคร

การพากย์และเจรจาในโขนใช้ภาษาวรรณคดีที่ไพเราะ มีฉันทลักษณ์แน่นอน ผู้พากย์ต้องเปล่งเสียงให้สอดคล้องกับลีลาของตัวละครและจังหวะของดนตรี ส่วนการขับร้องนั้นพบเฉพาะในโขนโรงในและโขนฉาก ซึ่งเพิ่มมิติของอารมณ์ความรู้สึกให้กับการแสดงอย่างละเอียดอ่อน

โขนกับมรดกโลกของ UNESCO และคุณค่าทางวัฒนธรรม

ความยิ่งใหญ่ของโขนได้รับการยอมรับในระดับสากล เมื่อองค์การยูเนสโกตัดสินใจขึ้นทะเบียนโขนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ

การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 13 (13.COM) ณ เกาะมอริเชียส

องค์การยูเนสโกได้มีมติให้ขึ้นทะเบียน “โขน” หรือ “Khon, masked dance drama in Thailand” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity)

นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมรายการแรกของประเทศไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในระดับนี้ และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ การขึ้นทะเบียนนี้ยังเป็นพันธสัญญาที่รัฐบาลไทยต้องดูแล อนุรักษ์ ส่งเสริม และถ่ายทอดความรู้เรื่องโขนให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป ตามมาตรฐานที่ยูเนสโกกำหนด

คุณค่าและคติธรรมที่แฝงอยู่ในโขน

นอกจากความงดงามทางศิลปะแล้ว โขนยังแฝงคำสอนและคุณค่าที่ลึกซึ้ง ได้แก่

  • ธรรมะย่อมชนะอธรรม — เรื่องราวรามเกียรติ์เน้นว่า ความดีและความถูกต้องจะชนะความชั่วในที่สุด
  • ความซื่อสัตย์และจงรักภักดี — เห็นได้จากตัวละครอย่างพระลักษมณ์ที่ติดตามและรับใช้พระรามอย่างไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก หรือหนุมานที่ทุ่มเทเพื่อภารกิจ
  • การเคารพผู้อาวุโสและผู้มีบุญคุณ — แทรกอยู่ในทุกฉาก ทั้งระหว่างเจ้านายกับบริวาร พ่อแม่กับลูก หรือศิษย์กับครู
  • การรู้จักหน้าที่ของตน — ตัวละครแต่ละตัวยึดมั่นในบทบาทของตนเอง ไม่ละเมิดสิ่งที่ผู้อื่นพึงรับผิดชอบ

คติธรรมเหล่านี้เป็นเสมือนตำราสอนใจที่ส่งต่อกันมาในรูปของศิลปะ ทำให้โขนมีคุณค่าทั้งในเชิงสุนทรียะและในเชิงปรัชญา

บทสรุป

โขนเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่ผสานหลากหลายแขนงอย่างงดงาม มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยากว่า 400 ปี และพัฒนาต่อเนื่องจนถึงรัตนโกสินทร์

โขนมีหลายรูปแบบ เช่น โขนกลางแปลง โขนหน้าจอ โขนหลวง และโขนพระราชทาน สะท้อนการปรับตัวตามยุคสมัย ทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกในปี 2561

โขนจึงไม่ใช่แค่การแสดงเพื่อความบันเทิง แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ คุณธรรม และอัตลักษณ์ไทยสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโขน (FAQ)

1. โขนกับละครรำต่างกันอย่างไร?

โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่ผู้แสดงสวมหัวโขน (โดยเฉพาะตัวยักษ์และตัวลิง) เน้นเรื่องรามเกียรติ์เป็นหลัก ใช้การพากย์และเจรจาแทนการพูดเอง

ส่วนละครรำเป็นการแสดงที่ผู้แสดงไม่สวมหัวโขน เล่นได้หลายเรื่อง และพูดบทเอง ที่สำคัญคือโขนเริ่มต้นจากเป็นการแสดงในราชสำนัก ส่วนละครรำมีทั้งละครหลวงและละครชาวบ้านที่หลากหลายกว่า

2. ทำไมตัวพระและตัวนางในโขนสมัยใหม่จึงไม่สวมหัวโขน?

ตามจารีตเดิม ตัวละครทุกตัวในโขนต้องสวมหัวโขนปิดหน้าทั้งหมด แต่เมื่อโขนพัฒนามาเป็นโขนโรงในและโขนฉาก ซึ่งได้รับอิทธิพลจากละครใน

ผู้แสดงตัวพระและตัวนางจึงเปลี่ยนมาเป็นการแต่งหน้าและสวมเครื่องประดับศีรษะแทน เพื่อให้สามารถถ่ายทอดสีหน้าและอารมณ์ผ่านใบหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่ตัวยักษ์ ตัวลิง และตัวเทวดาบางตน ยังคงสวมหัวโขนตามแบบดั้งเดิม

3. โขนพระราชทานคืออะไร และจัดแสดงที่ไหน?

โขนพระราชทาน หรือชื่อทางการคือ “การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” เป็นการแสดงโขนที่จัดขึ้นต่อสาธารณชนทุกปีตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เพื่อฟื้นฟูและสืบสานโขนตามพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ปัจจุบันจัดแสดงที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และโรงละครแห่งชาติ โดยประชาชนสามารถจองบัตรเข้าชมได้ในช่วงปลายปีของทุกปี

4. โขนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อใด?

โขนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ โดยองค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ในการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 13 (13.COM) ที่เกาะมอริเชียส นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมรายการแรกของประเทศไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในระดับนี้

5. ผู้แสดงโขนต้องเริ่มฝึกตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

ตามจารีตของวงการนาฏศิลป์ไทย ผู้ที่จะเป็นนักแสดงโขนมืออาชีพมักเริ่มฝึกตั้งแต่อายุประมาณ 10-12 ปี ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ในสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

ใช้เวลาฝึกฝนต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6-8 ปี เพื่อให้ร่างกายมีความอ่อนตัวเหมาะกับการรำและสามารถจดจำท่ารำที่ซับซ้อนได้แม่นยำ การจะเป็นผู้แสดงระดับครูยังต้องสะสมประสบการณ์อีกหลายสิบปี ทำให้ครูโขนแต่ละท่านล้วนเป็น “คลังความรู้ที่มีชีวิต” ของศิลปะแขนงนี้

よかったらシェアしてね!
  • URLをコピーしました!
  • URLをコピーしました!

この記事を書いた人

目次