กลองสะบัดชัย มาจากภาคไหน? รู้จักวงกลองสะบัดชัยและการตีกลองแบบโบราณ

กลองสะบัดชัย มาจากภาคไหน? รู้จักวงกลองสะบัดชัยและการตีกลองแบบโบราณ

เสียงกลองที่ดังกึกก้องในขบวนแห่ ขบวนงานบุญ และงานวัฒนธรรมล้านนา ล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวเหนือมาช้านาน หนึ่งในกลองที่โดดเด่นที่สุดและกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของภาคเหนือก็คือ “กลองสะบัดชัย” กลองที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับร้อยปี ทั้งในฐานะกลองศึก กลองพิธี และมรดกทางศิลปะการแสดงพื้นบ้าน

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่ากลองสะบัดชัยมาจากภาคไหน มีต้นกำเนิดอย่างไร ความหมายของชื่อบอกอะไร วงกลองสะบัดชัยประกอบด้วยเครื่องดนตรีใดบ้าง รูปแบบการตีกลองแบบโบราณเป็นอย่างไร และเหตุใดศิลปะแขนงนี้จึงยังคงมีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยในปัจจุบัน

目次

ทำความรู้จัก “กลองสะบัดชัย” คืออะไร

ลักษณะเป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ ทำจากไม้เนื้อแข็งทั้งท่อน เช่น ไม้ขนุน ไม้แดง หรือไม้ประดู่ ขึงด้วยหนังวัวสองด้าน เดิมทีใช้ตีในกองทัพและพิธีสำคัญของอาณาจักรล้านนา ก่อนจะคลี่คลายบทบาทมาเป็นกลองในวัด และพัฒนาต่อมาเป็นกลองสำหรับการแสดงพื้นบ้านที่ทรงพลังและสวยงาม

ในปัจจุบัน เมื่อพูดถึง “กลองสะบัดชัย” คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงภาพการแสดงตีกลองที่มีลีลาเร้าใจ ใช้ไม้ตีบ้าง ใช้ข้อศอก เข่า หรือศีรษะกระแทกบ้าง พร้อมด้วยการกระโดดหมุนตัวตามจังหวะ ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ที่พัฒนาต่อยอดมาจากกลองสะบัดชัยของเดิม โดยยังคงเอกลักษณ์ของจังหวะและท่วงทำนองแบบล้านนาเอาไว้อย่างชัดเจน

อ้างอิง: GotoKnow

กลองสะบัดชัย ภาคอะไร?

กลองสะบัดชัยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดนตรี แต่เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ ความเป็นมงคล และความศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนา ทุกครั้งที่เสียงกลองดังขึ้น ไม่ว่าจะในขบวนแห่ครัวทาน งานปอยหลวง หรือพิธีสำคัญของวัด

มันคือสัญญาณบอกถึงเหตุการณ์อันเป็นมงคลและการรวมใจของคนในชุมชน นี่จึงเป็นเหตุผลที่กลองสะบัดชัยมีสถานะเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ และเป็นภาพจำสำคัญของวัฒนธรรมล้านนา

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลองสะบัดชัย

หลักฐานที่กล่าวถึงกลองสะบัดชัยปรากฏในเอกสารโบราณหลายแห่ง รวมถึงตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ พงศาวดารโยนก และคัมภีร์ใบลานที่บันทึกเรื่องราวการศึกสงครามของกษัตริย์ล้านนาในยุคต่าง ๆ มีการระบุชัดว่ามีการใช้กลองชนิดนี้ในกองทัพ เพื่อส่งสัญญาณการเคลื่อนกำลังพล การโจมตี การถอย และที่สำคัญที่สุดคือการตีเพื่อ “ประกาศชัยชนะ” หลังเสร็จศึก ซึ่งกลายเป็นที่มาของชื่อกลอง “สะบัดชัย” หรือกลองแห่งชัยชนะ

นอกจากนี้ยังพบหลักฐานในรูปแบบของกลองโบราณที่หลงเหลืออยู่ตามวัดเก่าแก่ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยกลองจำนวนมากถูกเก็บรักษาไว้ใน “หอกลอง” ของวัด ซึ่งเป็นอาคารยกพื้นสูงที่สร้างขึ้นเพื่อแขวนกลองสะบัดชัยและกลองอื่น ๆ ในระบบดนตรีของวัด

บทบาทเดิมในฐานะ “กลองศึก”

ในยุคที่อาณาจักรล้านนายังมีสงครามกับอาณาจักรเพื่อนบ้านบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพม่า สุโขทัย หรืออยุธยา กลองสะบัดชัยมีบทบาทเด่นชัดในกองทัพ ในฐานะเครื่องมือสื่อสารทางเสียง และเครื่องมือทางจิตวิทยา การตีกลองอย่างหนักหน่วงและพร้อมเพรียง ช่วยปลุกขวัญกำลังใจของทหารให้ฮึกเหิม และข่มขวัญข้าศึกในเวลาเดียวกัน

เมื่อทัพได้ชัยชนะกลับมาสู่เมือง จะมีการตีกลองสะบัดชัยอย่างเร่งเร้าเพื่อประกาศข่าวดี ทำให้ชาวเมืองออกมาต้อนรับทหารด้วยความปลื้มปีติ จังหวะกลองในช่วงนี้จะมีลักษณะรุกเร้า ฟังแล้วรู้สึกถึงพลังและความฮึกเหิม ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของจังหวะ “ชนะศึก” หรือ “ชัยมงคล” ที่ยังปรากฏในการตีกลองสะบัดชัยจนถึงปัจจุบัน

การเปลี่ยนผ่านจากกลองรบสู่กลองวัด

เมื่ออาณาจักรล้านนาตกอยู่ภายใต้อำนาจของพม่าและสยามในเวลาต่อมา บทบาทของกลองสะบัดชัยในฐานะกลองศึกก็ค่อย ๆ ลดลง แต่ด้วยความที่กลองชนิดนี้มีนัยทางความเป็นมงคลและความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว

วัฒนธรรมของวัดในล้านนาจึงรับเอากลองสะบัดชัยเข้ามาใช้ในกิจกรรมทางศาสนา จนได้รับชื่อเรียกใหม่ว่า “กลองปูจา” หรือ “กลองบูชา” ใช้ตีในวันพระ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และในขบวนแห่ครัวทานเข้าวัด

การย้ายจากสนามรบมาสู่ลานวัด ทำให้กลองสะบัดชัยได้รับการอนุรักษ์ต่อเนื่อง แทนที่จะสูญหายไปพร้อมกับยุคสมัยของสงคราม วัดจึงเปรียบเสมือนผู้พิทักษ์มรดกชิ้นนี้เอาไว้ส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้รู้จัก

ความหมายของชื่อ “สะบัดชัย”

ชื่อของกลองสะบัดชัยนั้นเป็นภาษาล้านนาผสมไทย โดยคำว่า “สะบัด” หมายถึง การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มีพลัง สะบัดออก หรือสลัดให้กระจาย ส่วน “ชัย” หมายถึง ชัยชนะ ความสำเร็จ หรือความเป็นมงคล

เมื่อรวมความแล้ว “สะบัดชัย” จึงหมายถึง การประกาศชัยชนะอย่างทรงพลัง การแสดงออกถึงความสำเร็จ หรือการสะบัดออกซึ่งสิ่งอัปมงคลและเชิญชัยมงคลเข้ามา

นัยทางวัฒนธรรมของคำว่า “ชัย”

คำว่า “ชัย” ในวัฒนธรรมล้านนาไม่ได้หมายถึงเพียงชัยชนะในสงคราม แต่ครอบคลุมถึงความสำเร็จในการดำรงชีวิต ความเจริญรุ่งเรือง และความเป็นสิริมงคล การ “สะบัดชัย” จึงสามารถตีความได้หลายชั้น ทั้งการประกาศชัยชนะของทหารกลับจากศึก การเฉลิมฉลองการสร้างเมือง การฉลองงานบุญสำคัญ หรือการตีต้อนรับแขกผู้ใหญ่ที่เดินทางมาเยือน

ทำนองโบราณ 3 ทำนองของกลองสะบัดชัย

ตำราโบราณบันทึกไว้ว่ามีทำนองของกลองสะบัดชัยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณอยู่ 3 ทำนองด้วยกัน ได้แก่

  • ชัยเภรี เป็นทำนองที่ตีเพื่อประกาศชัยชนะของทัพหลวง และใช้ในพิธีสำคัญของกษัตริย์ มีลีลาที่หนักแน่นและสง่างาม
  • ชัยดิถี เป็นทำนองที่เชื่อมโยงกับความเป็นมงคล ฤกษ์ยามที่ดี และมักใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อ
  • ชนะมาร เป็นทำนองที่มีนัยทางพระพุทธศาสนา หมายถึงการเอาชนะมารทั้งภายในและภายนอก ใช้ในงานพิธีของวัดและงานบุญใหญ่

ทั้งสามทำนองนี้ในปัจจุบันยังพอมีปรากฏให้ได้ยินอยู่บ้างตามวัดเก่าแก่ในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง แต่นักดนตรีและครูภูมิปัญญาที่สามารถตีได้ครบทุกทำนองนับวันยิ่งหายากขึ้น จึงเป็นภารกิจสำคัญของหน่วยงานวัฒนธรรมที่จะอนุรักษ์ทำนองดั้งเดิมเหล่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลัง

อ้างอิง: MrSrisawan Kamrisu

รู้จักวงกลองสะบัดชัย และเครื่องดนตรีประกอบ

กลองสะบัดชัยไม่ได้บรรเลงเดี่ยว แต่บรรเลงในรูปแบบวง ที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีหลายชิ้น ทำงานประสานกันเพื่อสร้างเสียงที่กังวานและมีจังหวะหลากชั้น

เสียงของวงกลองสะบัดชัยจึงไม่ใช่แค่เสียงกลอง แต่เป็นการสนทนาระหว่างกลอง ฉาบ และฆ้อง ที่ขับเคลื่อนความรู้สึกของผู้ฟังไปตามจังหวะที่ผู้ตีกำหนด

ตัวกลองสะบัดชัยและส่วนประกอบ

กลองสะบัดชัยตัวหลักเป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ ตัวกลองทำจากไม้เนื้อแข็งคว้านกลวงทั้งท่อน ขึงด้วยหนังวัวสองด้าน ยึดหน้ากลองด้วยหมุดไม้ที่ในภาษาล้านนาเรียกว่า “แซ่ว” หรือ “แส่ว” ในรูปแบบโบราณนั้น ขนาดของกลองค่อนข้างใหญ่และหนัก เพราะออกแบบมาให้แขวนไว้บนหอกลองของวัด ใช้ตีอยู่กับที่

ในกลองสะบัดชัยแบบดั้งเดิม จะมีกลองลูกเล็ก ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-10 นิ้ว เรียกว่า “ลูกตุบ” ติดอยู่ใกล้กับตัวกลองใหญ่ ใช้ตีประกอบเพื่อสร้างเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ที่ทำให้จังหวะมีมิติมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันลูกตุบยังพบได้ในกลองโบราณตามวัด แต่ในวงแบบใหม่ที่ใช้แห่ในขบวน มักจะไม่มีลูกตุบเพราะเน้นความคล่องตัวและน้ำหนักเบา

อ้างอิง: Ch7

เครื่องดนตรีอื่นในวง

นอกจากกลองสะบัดชัยตัวหลักแล้ว ในวงยังมีเครื่องดนตรีประกอบอีกหลายชิ้น ที่สำคัญได้แก่

  • ฉาบใหญ่ เป็นฉาบทองเหลืองขนาดใหญ่สองข้าง ใช้ตีกระทบกันเพื่อเสริมจังหวะหนัก ๆ เน้นความตื่นเต้น
  • ฆ้องโหม่ง เป็นฆ้องขนาดใหญ่ที่ให้เสียงทุ้มกังวาน ใช้ตีลงในจังหวะหลักของเพลง เปรียบเสมือนเสาที่ยึดจังหวะเอาไว้
  • ฉาบเล็ก เป็นฉาบขนาดเล็กกว่าฉาบใหญ่ ใช้ตีจังหวะย่อยให้ละเอียดและกระชับมากขึ้น
  • ฆ้องราว หรือฆ้องชุดเล็ก เป็นฆ้องที่ขึงบนราว ใช้ตีไล่เสียงเป็นทำนอง สร้างมิติเสียงของวงให้น่าฟังยิ่งขึ้น

วงกลองสะบัดชัยที่ใช้ในขบวนแห่ใหญ่อาจมีผู้บรรเลงตั้งแต่ 5 คนไปจนถึง 15 คนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับขนาดของงานและธรรมเนียมของท้องถิ่น ทั้งหมดจะต้องฝึกซ้อมจังหวะร่วมกันจนพร้อมเพรียง เพื่อให้เสียงที่ออกมามีพลัง ไม่ใช่เพียงเสียงดัง

ประเภทของกลองสะบัดชัยในปัจจุบัน

นักวิชาการด้านดนตรีล้านนาจำแนกกลองสะบัดชัยที่ยังพบเห็นได้ในปัจจุบันออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ

  1. กลองสะบัดชัยโบราณ ขนาดใหญ่พร้อมลูกตุบ ที่แขวนไว้บนหอกลองของวัด ใช้ตีในพิธีกรรมทางศาสนาแบบดั้งเดิม
  2. กลองสะบัดชัยที่มีหูหิ้วและลูกตุบ เป็นรูปแบบกลางที่ปัจจุบันหาดูได้ยาก เพราะถูกพัฒนาเลิกใช้ไปในหลายพื้นที่
  3. กลองสะบัดชัยแบบหูหิ้ว ไม่มีลูกตุบ ขนาดเล็กลง เพื่อใช้ในขบวนแห่และการแสดง เป็นรูปแบบที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน

การพัฒนาในประเภทที่ 3 มีส่วนอย่างมากที่ทำให้กลองสะบัดชัยแพร่หลายและกลายเป็นภาพจำของวัฒนธรรมล้านนาสำหรับคนทั่วไป เพราะสามารถนำกลองไปแสดงในงานต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะภายในวัด

การตีกลองสะบัดชัยแบบโบราณและรูปแบบการแสดง

การตีกลองสะบัดชัยมีรูปแบบหลักอยู่ 2 แบบ คือ “การตีแบบโบราณ” ที่ผู้ตีอยู่กับที่ และ “การตีแบบใหม่” หรือ “แบบโลดโผน” ที่เพิ่มท่ารำและการแสดงให้น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น แต่ละแบบมีเสน่ห์และที่มาที่แตกต่างกัน ผู้ที่สนใจวัฒนธรรมล้านนาควรเข้าใจทั้งสองรูปแบบ เพื่อเห็นพัฒนาการของศิลปะแขนงนี้

การตีกลองแบบโบราณ ตีอยู่กับที่

การตีกลองสะบัดชัยแบบโบราณ ผู้ตีจะยืนหรือนั่งอยู่กับที่ ไม่มีการเคลื่อนตัวมากนัก โดยใช้ไม้กลองที่เรียกว่า “ไม้แส่ว” หรือ “ไม้ตีกลอง” ตีลงบนหน้ากลองทั้งสองด้าน ผสมกับการตีลูกตุบที่ติดอยู่ จังหวะที่ใช้จะเป็นจังหวะดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา เช่น จังหวะชัยเภรี ชัยดิถี และชนะมาร ที่กล่าวมาแล้ว

การตีแบบโบราณนี้เน้นความเคารพต่อจังหวะดั้งเดิมและน้ำหนักของเสียง ไม่เน้นการแสดง ไม่มีการกระโดดหรือใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตีกลอง ผู้ตีจะต้องมีสมาธิและความแม่นยำสูงในการกำหนดน้ำหนักของแต่ละจังหวะ เพราะเสียงกลองจะถูกใช้สื่อสารกับผู้ฟังในเชิงพิธีกรรมและความศักดิ์สิทธิ์

ในวัดเก่าแก่ของเชียงใหม่หลายแห่ง ยังมีการตีกลองสะบัดชัยแบบโบราณนี้ในวันพระ วันสำคัญทางศาสนา หรือเทศกาลใหญ่ ๆ เช่น ปอยหลวง ปอยเข้าสัง และเทศกาลสงกรานต์ ผู้ที่มีโอกาสได้ฟังจะรู้สึกได้ถึงความขรึมขลังและความเป็นมงคลที่แตกต่างจากการตีแบบใหม่

การตีแบบใหม่ ลีลาโลดโผนสะกดสายตา

การตีกลองสะบัดชัยแบบใหม่ พัฒนาขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยนำท่วงท่าและจังหวะของกลองสะบัดชัยมาผสมกับท่ารำและการเคลื่อนไหวเชิงกายกรรม ผู้ตีจะมีท่าทางการเคลื่อนไหวที่ดุดัน เร้าใจ และน่าตื่นตาตื่นใจ มีการกระโดด การหมุนตัว ใช้ข้อศอก เข่า ส้นเท้า หรือศีรษะกระแทกหน้ากลอง สลับกับการตีด้วยไม้ตามจังหวะของฉาบและฆ้อง

เสน่ห์ของการตีแบบใหม่อยู่ที่ความสามารถในการสื่อสารกับผู้ชมโดยตรง การตีไม่ใช่แค่การให้จังหวะ แต่เป็นการแสดงท่าทางที่งดงามไปพร้อม ๆ กับเสียงกลอง ทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้นและประทับใจในความสามารถของผู้แสดง รูปแบบนี้จึงนิยมใช้ในขบวนแห่งานสำคัญ การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง การแสดงในงานเทศกาล และการแสดงเพื่อการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม การตีแบบใหม่ไม่ใช่การละทิ้งจังหวะแบบโบราณ ผู้ตีที่ดีต้องเข้าใจรากฐานของจังหวะดั้งเดิม แล้วจึงเพิ่มลูกเล่นและท่ารำเข้าไป มิเช่นนั้นจะกลายเป็นเพียงการแสดงโชว์ที่ไร้ราก ขาดความเป็นกลองสะบัดชัยที่แท้จริง

ครูช่างผู้สืบทอดศิลปะกลองสะบัดชัย

ในแวดวงดนตรีล้านนา มีครูภูมิปัญญาหลายท่านที่ทำหน้าที่สืบทอดและพัฒนากลองสะบัดชัย เช่น ครูมานพ ยาระณะ แห่งวัดสันป่าข่อย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ที่ยังคงรักษาความรู้เรื่องกลองสะบัดชัยแบบมีลูกตุบและจังหวะดั้งเดิม ตลอดจนถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์รุ่นใหม่ และครูคำ ไก่แก้ว จากบ้านแพะขวาง อำเภอหางดง ผู้สร้างสรรค์ลวดลายแกะสลักรูปนาคที่ตัวกลอง จนกลายเป็นแบบที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ในสถาบันการศึกษาด้านศิลปะและวัฒนธรรมในภาคเหนือ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ก็มีการเปิดสอนกลองสะบัดชัยเป็นวิชาเฉพาะ มีการศึกษาวิจัย รวบรวมท่วงท่าและจังหวะที่หลากหลายของท้องถิ่นต่าง ๆ เอาไว้ไม่ให้สูญหาย

ความสำคัญทางวัฒนธรรมของกลองสะบัดชัย

กลองสะบัดชัยไม่ใช่เพียงเครื่องดนตรี แต่เป็น “ตัวแทนทางวัฒนธรรม” ของชาวล้านนาและของประเทศไทย ทุกครั้งที่กลองสะบัดชัยปรากฏในงานสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นงานต้อนรับแขกระดับชาติ การแข่งขันกีฬาในภาคเหนือ หรือการแสดงในระดับนานาชาติ เสียงของมันจะส่งสารถึงผู้ฟังว่า “นี่คือล้านนา” และนี่คือเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

บทบาทในประเพณีและพิธีกรรม

ในประเพณีล้านนา กลองสะบัดชัยปรากฏอยู่ในพิธีกรรมและเทศกาลสำคัญหลายงาน เช่น

  • งานปอยหลวง งานฉลองสมโภชสิ่งก่อสร้างในวัด เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ มีการตีกลองสะบัดชัยในขบวนแห่ครัวทาน
  • เทศกาลสงกรานต์ มีการตีกลองในขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญ และในกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
  • ประเพณียี่เป็ง หรือลอยกระทงล้านนา มีการตีกลองในขบวนรถบุปผชาติและการแสดงพื้นบ้าน
  • พิธีบวชนาค ใช้ตีในขบวนแห่นาคเข้าวัด เป็นการประกาศบุญและเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาร่วมอนุโมทนา
  • การต้อนรับแขกผู้ใหญ่ ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ใช้กลองสะบัดชัยเป็นเสมือนเสียงทักทายอย่างเป็นทางการของชาวล้านนา

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ

กลองสะบัดชัยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ในสาขาศิลปะการแสดง ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญในระดับประเทศ การขึ้นทะเบียนนี้ไม่ใช่แค่เกียรติยศ แต่หมายถึงการที่หน่วยงานรัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันอนุรักษ์ ส่งเสริม และเผยแพร่ศิลปะแขนงนี้ให้คงอยู่ต่อไป

การอนุรักษ์ในยุคปัจจุบันไม่ใช่การแช่แข็งกลองสะบัดชัยให้อยู่ในรูปแบบเดิม แต่เป็นการรักษารากเหง้าและส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ยังคงจิตวิญญาณของวัฒนธรรมล้านนาเอาไว้ การแสดงร่วมสมัยจึงสามารถผสมผสานกลองสะบัดชัยเข้ากับการแสดงร่วมสมัย ดนตรีสากล หรือสื่อมัลติมีเดียได้ ตราบใดที่ยังให้เกียรติต่อรากฐานของศิลปะแขนงนี้

เอกลักษณ์ของล้านนาในยุคปัจจุบัน

ในยุคที่โลกาภิวัตน์ทำให้วัฒนธรรมต่าง ๆ ผสมปนเปกัน กลองสะบัดชัยกลายเป็นหลักหมายของอัตลักษณ์ล้านนาอย่างชัดเจน หากจะนึกถึงเสียงประจำภาคเหนือ หลายคนจะนึกถึงเสียงสะล้อซอซึง และเสียงกลองสะบัดชัย เช่นเดียวกับที่นึกถึงผ้าซิ่นตีนจก โคมยี่เป็ง และอาหารเหนือ ในฐานะสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม

การที่กลองสะบัดชัยยังคงมีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจากการที่คนรุ่นใหม่ในภาคเหนือยังคงให้ความสำคัญ มีชมรมกลองสะบัดชัยในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน และวัดต่าง ๆ มีการประกวดแข่งขันระดับท้องถิ่นและระดับชาติเป็นประจำ ทำให้ศิลปะแขนงนี้ไม่ได้อยู่แค่ในตำราเรียน แต่อยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนจริง ๆ

อ้างอิง: กลองยาวพรจรัส

บทสรุป

กลองสะบัดชัยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีต้นกำเนิดจากภาคเหนือของประเทศไทยในอาณาจักรล้านนา จากกลองศึกที่ใช้ในการสู้รบและประกาศชัยชนะ คลี่คลายมาสู่กลองในวัดที่ใช้ในพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา และพัฒนาต่อมาเป็นกลองที่ใช้ในการแสดงศิลปะพื้น

การตีกลองสะบัดชัยมีทั้งแบบโบราณที่เน้นจังหวะดั้งเดิมและความศักดิ์สิทธิ์ และแบบใหม่ที่เพิ่มลีลาการแสดงให้เร้าใจ ทั้งสองแบบยังคงเชื่อมโยงกันด้วยรากเหง้าและทำนองดั้งเดิม 3 ทำนอง คือ ชัยเภรี ชัยดิถี และชนะมาร การเข้าใจกลองสะบัดชัยจึงเป็นการเปิดประตูเข้าสู่จิตวิญญาณของวัฒนธรรมล้านนา ที่ยังมีชีวิตและพร้อมส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปได้สัมผัสและสืบสานต่อไป

よかったらシェアしてね!
  • URLをコピーしました!
  • URLをコピーしました!

この記事を書いた人

目次